อกพ.บูรณาการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น กำหนดทิศทาง Thailand Zero D...

คณะอนุกรรมการบูรณาการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น กำหนดทิศทาง Thailand Zero Dropout PLUS ปี 2569 ชู “ข้อมูล–พื้นที่–อาชีพ” เป็นกลไกหลัก สร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
2026-01-06 08:06:19
img-news
เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 13.30–15.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล คณะอนุกรรมการบูรณาการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ได้จัดการประชุมครั้งที่ 1/2569 เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งยกระดับการดำเนินงานจากการช่วยเหลือเป็นรายกรณี สู่การขับเคลื่อนเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบนโยบาย Thailand Zero Dropout PLUS
การประชุมมี ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันกำหนดกลไกการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทชีวิตจริงของเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา
ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจากการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวโน้มเชิงบวกว่าจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบลดลงอย่างต่อเนื่อง จากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า เด็กและเยาวชนที่ยังคงอยู่นอกระบบมีความหลากหลายทั้งด้านบริบทชีวิต ปัญหา และความต้องการ การจัดการศึกษาในรูปแบบเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบการจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับผู้เรียนเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม เพื่อให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้จริง
ในการนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เข้ากับระบบข้อมูลสารสนเทศ Thailand Zero Dropout (TZD) เพื่อใช้เป็นฐานในการค้นหา ติดตาม และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมถึงใช้ประกอบการวางแผนและการจัดสรรงบประมาณในการให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพิ่มความแม่นยำ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่าข้อมูลจากหน่วยงานต้นทางต้องมีคุณภาพและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลเกิดประสิทธิผลสูงสุด
ในส่วนของการดำเนินงานเชิงพื้นที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้นำเสนอผลการดำเนินงานจากการลงพื้นที่จริงในปีที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างการดำเนินงานในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกจำแนกเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาตามสถานะการศึกษา ความประสงค์ในการเรียนต่อ และความต้องการการสนับสนุนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ การดำรงชีวิต ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้สำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาครบทุกพื้นที่ และรายงานผลผ่านแพลตฟอร์ม DOLE Zero Dropout เพื่อใช้เป็นฐานในการออกแบบการช่วยเหลือรายกรณีอย่างตรงจุด
นอกจากนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังได้สะท้อนประเด็นเด็กและเยาวชนในวัยภาคบังคับที่ไม่ประสงค์รับการศึกษา โดยเสนอให้มีการกำหนดกลไกการส่งต่อดูแลในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการดูแลที่เหมาะสม พร้อมเน้นบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการการทำงานในพื้นที่ รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตควบคู่กับการศึกษา เพื่อสนับสนุนการกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
ที่ประชุมยังได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้หน่วยงานต่าง ๆ นำจุดเด่นและความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการดำเนินงานร่วมกันในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมภายในปี 2569 รวมถึงการพิจารณาปรับเงื่อนไขการจัดการเรียนรู้ตามกรอบพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 และการผลักดันแนวคิด Learn to Earn ให้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการประกอบอาชีพ
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ย้ำแนวคิดการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ โดยยึดหลักว่าเด็กและเยาวชนทุกคนต้องได้รับโอกาสในการเรียนรู้ การจัดการศึกษาต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริง การทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกด้านข้อมูล การทำงานเชิงพื้นที่ การติดตามประเมินผล และการดูแลในมิติด้านสังคมและสุขภาพจิต ภายใต้กรอบ Thailand Zero Dropout PLUS
การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นจึงไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็นกลไกหลักของรัฐในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนทุกคนอย่างแท้จริง
0:00
0:00
/
0:00
0:00
/
0:00