สกศ. รายงาน “สภาวะการศึกษาไทย” ไตรมาสที่ 1 ปี 69 การศึกษาไทยบน“ทางแยกที่ต้องเลือก”
- ข่าวการศึกษา
- สกศ. รายงาน “สภาวะการศึกษาไทย” ไตรมาสที่...

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่รายงานสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี รศ.ดร.กัญญารัตน์ สานโอฬาร ผศ.ดร.ณภัทร ชัยมงคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร อาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Facebook สภาการศึกษา
รศ.ดร.ประวิต กล่าวเปิดงานและและรายงานสภาวะการศึกษาไทย ในหัวข้อ “บริบทและความท้าทายของการศึกษาไทย : บนทางแยกที่ต้องเลือก” Contexts and Emerging Challenges of Thai Education at the Crossroads โดยระบุว่า ปี 2569 เป็นปีแห่งการปรับนโยบายให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนไป (Year of Context-Based Policy Calibration and Coherence) ซึ่ง สกศ. จะใช้เป็นคานงัดสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ อาทิ ธนาคารหน่วยกิต ระบบการติดตามผู้เรียน เมืองแห่งการเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบประมาณ การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษและในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ความสำคัญกับการเจาะลึกและคัดสรรนโยบายที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ ซึ่งมีประเด็นเร่งด่วนที่ต้องตัดสินใจดำเนินการ ดังนี้
1. Facing the Emerging Risks: ความเสี่ยงที่ระบบการศึกษาไทยต้องเตรียมตัวรับมือในปี 2569 ท่ามกลางยุคแห่งการแข่งขันและปัญญาประดิษฐ์ จากรายงานของ Global Risk 2026 (WEF) พบว่า โลกเข้าสู่ Age of Competition อย่างเต็มตัว ทั้งความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงมีการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งาน Agentic AI การใช้ Generative AI ที่เป็นเครื่องมือปฏิรูปการศึกษาแห่งอนาคต จึงต้องมีการบูรณาการ AI ควบคู่ไปกับการสอนที่ชัดเจน และคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลที่ท้าทายและต้องเร่งแก้ไข โดยผู้เชี่ยวชาญจากเวที WEF Davos 2026 ว่า “การศึกษา” คือเครื่องมือหลักในการสร้าง “ความยึดหยุ่นของประเทศ” (National Resilience) ผ่านการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning) เพื่อให้พลเมืองปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามจากรายงาน Digital Education Policy Outlook 2026 (OECD) ผลกระทบจากนโยบาย AI ในระบบการศึกษา พบว่า ครูผู้สอนกว่า 72% กังวลว่า Al จะกระทบต่อความซื่อตรงทางวิชาการ เมื่อประเมินแบบปิดหนังสือ นักเรียนที่พึ่งพา AI มากเกินไปมีแนวโน้มความเข้าใจเชิงลึกที่ต่ำกว่า ผู้เรียนอาจ “ได้คำตอบ” แต่ไม่ได้ “กระบวนการคิด” จากแนวโน้มของโลกที่เปลี่ยนเร็ว ส่งผลต่อแรงกดดันใหม่ต่อนโยบายการศึกษา รวมถึงการปรับตัวสู้เศรษฐกิจที่เน้นทักษะ “การศึกษา” จะเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ในการรับมือโลกใบใหม่ ดังนั้น แนวทางคือต้องปรับตัวเพื่อที่เตรียมรับมือ โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน
2. Facing Thailand’s Education Context and Reality: บริบทและสภาวการณ์ในระดับพื้นที่และระดับชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญใน 3 มิติ คือ บริบทที่ 1: งบประมาณด้านการศึกษาของประเทศไทย ภาพรวมมีการใช้งบประมาณก้อนใหญ่กับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะระดับประถมศึกษา ขณะที่ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะลงทุนสูงในระดับปฐมวัยและมัธยมปลาย/อาชีวศึกษา เพื่อสร้างความเสมอภาคตั้งแต่ต้นทางและเชื่อมโยงสู่ตลาดแรงงาน
บริบทที่ 2 : อัตราการเกิดที่น้อยลงและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปครั้ง โดยในปี 2568 มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 5 แสนคน ส่งผลให้เกิดวิกฤตโรงเรียนขนาดเล็กและความท้าทายในวิชาชีพครู รวมถึงกระทบต่อระบบการศึกษาใน 4 ด้านหลัก คือ วิกฤตโรงเรียนขนาดเล็ก ความท้าทายด้านงบประมาณ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และผลกระทบต่อวิชาชีพครู แม้แต่ในจังหวัดที่มีอัตราการเกิดสูงสุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ตาก นครราชสีมา ยังมีสถานศึกษาที่ต้องเลิกกิจการ จึงถือเป็นสัญญาณเตือนการปรับเปลี่ยนรูปแบบและการบริหารจัดการศึกษา บริบทที่ 3: สภาวการณ์และโครงสร้างสถานศึกษา เมื่อนำข้อมูลขนาดห้องเรียนมาวิเคราะห์ร่วมกับงบประมาณรายจ่ายสาธารณะต่อหัว พบว่า ห้องเรียนที่มีขนาดนักเรียนต่ำกว่า 20 คน อยู่ในช่วงประมาณ 35,000 – 42,000 บาท ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาต้นทุนต่อหน่วยในห้องเรียนขนาดเล็ก และพบว่าจุดความคุ้มค่าเชิงขนาดคือห้องเรียนที่มีนักเรียน 30 – 40 คน เฉลี่ยประมาณ 27,000 บาท ปัญหาคือไม่ใช่ประเทศไทยไม่มีทรัพยากร แต่ระบบการศึกษายังใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้ไม่คุ้มค่า จนเกิดความเหลื่อมล้ำ
3. Facing a Context-Based Policy Decision: ทางเลือกเชิงนโยบายที่ควรดำเนินการ เพื่อพัฒนาและแก้ไขการศึกษาไทยในปี 2569 การศึกษาไทยกำลังยืนอยู่บน “ทางแยกเชิงโครงสร้าง” ต้องตัดสินใจว่า “จะรักษาโครงสร้างเดิมในโลกใหม่ หรือ จะออกแบบระบบใหม่ให้สอดคล้องกัน” ผ่าน 3 ทางแยก คือ ทางแยกที่ 1: จะรักษาโรงเรียนไว้ตามที่ตั้งเดิม หรือปรับบทบาทโรงเรียนให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เรียนจริง ทางเลือก คือ การปฏิรูปโครงสร้างโรงเรียน ด้วยนโยบาย “โรงเรียนคุณภาพชุมชน” การจัดสรรครูแบบยืดหยุ่น และการพัฒนาครูสู่ “ครูยุคดิจิทัล” ทางแยกที่ 2 จะกระจายทรัพยากรเดิมทุกพื้นที่ หรือจัดสรรงบประมาณตามบริบทจริงของพื้นที่ ทางเลือกคือ การจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม ด้วยการจัดสรรงบประมาณตามผลลัพธ์ กองทุนเพื่อความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางแยกที่ 3: จะใช้เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือเสริม หรือใช้เป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำของพื้นที่ ทางเลือกคือ การบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยแพลตฟอร์ม AI-Powered Learning การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วถึง และการประเมินผลแบบใหม่ให้สอดคล้องกับการใช้ AI และทักษะแห่งอนาคต ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการศึกษาต้องไม่ใช้ความรู้สึก แต่ต้องใช้องค์ความรู้ และ สกศ. เชื่อว่าแม้อัตราเร่งช่วงเร่งยังไม่สูงมาก การขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศผ่านกลไกจะอยู่บนพื้นฐานการขับเคลื่อนเชิงประจักษ์
จากนั้นที่ประชุมร่วมรับฟังบรรยายพิเศษ “Digital Literacy and Teaching Competency in the Digital Era” โดย รศ.ดร.กัญญารัตน์ สานโอฬาร และผศ.ดร.ณภัทร ชัยมงคล กล่าวถึง รายงาน Future of Jobs 2025 ทักษะด้านเทคโนโลยี (Technology Skills) เช่น AI, Big Data และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ถูกจัดให้เป็นทักษะที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 1 ทั้งในไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับโลก โดย WEF เชื่อว่าการศึกษาคือปัจจัยสำคัญในการสร้างกำลังแรงงานที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ระบบการศึกษาจึงต้องเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างแรงงานที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Workforce) โดยเน้นทักษะดิจิทัลควบคู่ไปกับทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Working with others) และจริยธรรม (Ethics) ตลอดจนเน้นประเด็นการยกระดับความฉลาดทางดิจิทัลและสมรรถนะผู้สอน สู่การเป็น “Future-Ready Educators” เพื่อที่จะก้าวให้ทันยุคดิจิทัลต้องมีสมรรถนะสำคัญ ได้แก่ Content Knowledge ความรู้ในเนื้อหาที่สอน Pedagogical Skills ทักษะการสอนแบบใหม่ Social-Emotional Intelligence ความฉลาดทางอารมณ์และสังคม Adaptability: ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และ Technological Fluency ความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งบทบาทของ Digital Literacy ต่อการเรียนการสอนไม่ใช่แค่ทักษะเสริม แต่เป็นรากฐานสำคัญต่อการออกแบบและการพัฒนาหลักสูตร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกยุคใหม่ที่ไม่ได้ต้องการแค่คนใช้คอมพิวเตอร์เป็น แต่ต้องการคนที่มีความฉลาดทางดิจิทัล ครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลและจริยธรรมในโลกออนไลน์ ทั้งนี้ หัวใจในการพัฒนาคือ “การทำงานร่วมกัน” จะช่วยให้สามารถพัฒนานโยบายได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมตอบสนองต่อความท้าทายในอนาคต